Posted in

เด็กกำพร้าคนหนึ่งถูกทั้งโรงเรียนหัวเราะเยาะ เพราะขึ้นร้องเพลงบนเวทีเพียงลำพังในชุดเก่า ๆ — จนกระทั่งนักธุรกิจมหาเศรษฐีคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที สังเกตเห็นสร้อยคอที่คอของเธอ และทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในพริบตา

**เด็กกำพร้าคนหนึ่งถูกทั้งโรงเรียนหัวเราะเยาะ เพราะขึ้นร้องเพลงบนเวทีเพียงลำพังในชุดเก่า ๆ — จนกระทั่งนักธุรกิจมหาเศรษฐีคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที สังเกตเห็นสร้อยคอที่คอของเธอ และทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในพริบตา**

ตอนนั้นมิกะอายุเพียงเจ็ดขวบ

เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชานเมือง

เธอไม่มีพ่อ

ไม่มีแม่

และไม่มีญาติคนใดมาเยี่ยมเยียน

สิ่งเดียวที่เป็นของเธอจริง ๆ คือสร้อยคอเงินเก่า ๆ เส้นหนึ่ง ที่เธอสวมติดตัวมาตั้งแต่วันที่ถูกพบหน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตอนยังเป็นทารก

ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน

ไม่มีใครรู้ว่าพ่อแม่ของเธอคือใคร

ในเอกสารประวัติของเธอแทบไม่มีข้อมูลใด ๆ เลย

วันงาน Family Day ประจำปีของโรงเรียนมาถึง

ธงสีสันสดใสถูกแขวนประดับทั่วบริเวณ

เสียงดนตรีสนุกสนานดังไปทุกมุม

เด็ก ๆ วิ่งเข้าหาพ่อแม่ของตน

บางคนมีคุณพ่อคอยถ่ายรูปให้

บางคนถูกคุณแม่โอบกอดอย่างอบอุ่น

บางครอบครัวพากันมาทั้งบ้านเพื่อชมการแสดง

แต่มิกะนั่งเงียบอยู่เพียงลำพังที่มุมหนึ่ง

คุณครูเดินเข้ามาหาเธอ

“มิกะ หนูยังจะขึ้นแสดงอยู่ไหมลูก?”

เด็กหญิงยิ้มบาง ๆ

“ค่ะ คุณครู”

“ไม่ตื่นเต้นเหรอ?”

มิกะมองไปยังเด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่กับครอบครัว ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

“ถ้าหนูร้องเพลงเพราะพอ… คุณแม่อาจได้ยินหนู ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนก็ตามค่ะ”

คุณครูชะงักไป

หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบรัด

ไม่นานหลังจากนั้น งานแสดงก็เริ่มขึ้น

นักเรียนขึ้นเวทีทีละคน

เสียงปรบมือดังก้องทั่วสนาม

จนกระทั่งถึงคิวของมิกะ

เธอค่อย ๆ เดินขึ้นไปบนเวที

สวมชุดสีเหลืองเก่า ๆ ที่หลวมกว่าตัวเล็กน้อย

แม้แต่รองเท้าก็ดูผ่านการใช้งานมานาน

ผู้ปกครองบางคนเริ่มกระซิบกัน

“เด็กคนนั้นมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าใช่ไหม?”

“น่าจะใช่”

“น่าสงสารจัง”

มิกะยืนอยู่หน้าไมโครโฟน

สูดลมหายใจลึก

แล้วเริ่มร้องเพลง

เสียงของเธอราวกับนางฟ้า

ใสกังวาน

อ่อนหวาน

และเต็มไปด้วยความรู้สึก

แม้แต่คุณครูยังตกใจ

ไม่มีใครคิดว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะมีเสียงร้องที่ไพเราะขนาดนี้

แต่ขณะที่เพลงดำเนินไปได้ครึ่งทาง…

เด็กผู้ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาจากผู้ชม

“ถึงเธอจะร้องเพลงเก่ง ก็ไม่มีใครมาดูเธออยู่ดี!”

เด็กหลายคนหัวเราะทันที

“จริงด้วย!”

“เธอไม่มีครอบครัวมาด้วยนี่!”

“ไม่มีใครเชียร์เธอหรอก!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ

มิกะหยุดชะงัก

เธอกำไมโครโฟนแน่น

ดวงตาเริ่มแดงก่ำ

แต่เธอยังคงร้องเพลงต่อไป

แม้เสียงจะสั่นเครือ

ราวกับเธอรู้ดีว่า หากหยุดเมื่อไร น้ำตาคงไหลออกมาทันที

ด้านหลังสนามโรงเรียน

กลุ่มแขกผู้มีเกียรติเพิ่งเดินทางมาถึง

นำโดยนักธุรกิจชื่อดังวัยสามสิบกว่าปี

โรงเรียนเชิญเขามาเพื่อมอบทุนการศึกษาให้เด็กยากจน

ความจริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะมา

แต่ทีมงานของเขาเป็นคนโน้มน้าว

ขณะที่เขาเดินผ่านบริเวณงาน

เขาได้ยินเสียงร้องของมิกะ

และบางอย่างทำให้เขาหยุดเดิน

เขาอธิบายไม่ได้ว่าทำไม

มีความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นเข้ามาในอก

เขาหันมองไปบนเวที

และเห็นเด็กหญิงตัวเล็กคนนั้น

ในจังหวะนั้นเอง

มิกะก้มตัวเล็กน้อย

ทำให้สร้อยคอเงินเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดโผล่ออกมา

ชายคนนั้นนิ่งงัน

ดวงตาเบิกกว้าง

สีหน้าเปลี่ยนไปทันที

เขารีบเดินเข้าไปใกล้

ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงคนที่เรียกชื่อเขา

สายตาจับจ้องอยู่ที่สร้อยคอเพียงอย่างเดียว

ยิ่งมอง

ใบหน้าของเขายิ่งซีดลง

เพราะเมื่อหลายปีก่อน…

เขาเคยเห็นสร้อยแบบเดียวกันนี้

ไม่ใช่แค่คล้าย

แต่เหมือนกันทุกประการ

แม้แต่ลวดลายแกะสลักก็ตรงกัน

บนโลกนี้มีสร้อยแบบนั้นเพียงสองเส้นเท่านั้น

เส้นหนึ่งอยู่กับเขามาจนถึงทุกวันนี้

อีกเส้นหายไปพร้อมกับพี่สาวของเขา ที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อหลายปีก่อน

บทเพลงจบลง

มิกะโค้งคำนับเพื่อขอบคุณ

มีเสียงปรบมือประปราย

แต่ชายคนนั้นแทบไม่ได้ยินอะไรเลย

เขาค่อย ๆ เดินขึ้นไปบนเวที

ทุกคนหันมอง

แม้แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนยังตกใจ

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาหยุดตรงหน้ามิกะ

ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย

“หนู…”

เขาถามเสียงเบา

“หนูได้สร้อยเส้นนี้มาจากไหน?”

มิกะตกใจ

“หนูไม่ทราบค่ะ”

“ตั้งแต่จำความได้ หนูก็ใส่มันอยู่แล้ว”

ชายคนนั้นสูดหายใจลึก

ก่อนหยิบรูปถ่ายเก่าใบหนึ่งออกจากกระเป๋าสตางค์

เมื่อเขามองภาพนั้น

โลกทั้งใบของเขาราวกับหยุดหมุน

มิกะก็มองตาม

ในภาพมีเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังยิ้ม

และสวมสร้อยเส้นเดียวกันทุกประการ

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ…

ใบหน้าของเด็กหญิงในรูป

แทบจะเหมือนกับมิกะอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ชายคนนั้นหันกลับมามองเด็กหญิงอีกครั้ง

ริมฝีปากของเขาสั่นเล็กน้อย

ทันใดนั้นเอง

ผู้ช่วยของเขาวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน

ใบหน้าซีดเผือด

“ท่านครับ…”

“ทีมของเราตรวจสอบเอกสารเก่าเรียบร้อยแล้ว…”

“และเราพบข้อมูลสำคัญอย่างยิ่ง”

ชายคนนั้นหันไปมองทันที

ผู้ช่วยกระซิบบางอย่างข้างหูเขา

เพียงไม่กี่วินาที

สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เขามองมิกะราวกับไม่อยากเชื่อสายตา

จากนั้นจึงหันไปมองผู้คนรอบตัว

กำหมัดแน่น

เพราะความจริงอันน่าตกตะลึงที่เขาเพิ่งได้รับรู้

มิกะไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับสมาชิกในครอบครัวที่หายตัวไปเท่านั้น

แต่ตัวตนที่แท้จริงของเธอ…

ยังซ่อนความลับที่จะสั่นคลอนทั้งตระกูล หลังจากถูกปกปิดมานานหลายปี

ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งหอประชุมโรงเรียน สายตาของผู้ปกครองและเด็ก ๆ ทุกคนจับจ้องมาที่ชายหนุ่มนักธุรกิจมหาเศรษฐี—อาร์เธอร์ ซินแคลร์ เจ้าของอาณาจักรการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ—ซึ่งบัดนี้กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าเด็กหญิงกำพร้าในชุดเก่า ๆ

“ท่านครับ…” ผู้ช่วยกระซิบเสียงเบาแต่หนักแน่น “เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่ลูกของพี่สาวท่านที่หายไป… แต่ผลการจับคู่บันทึกDNA และรหัสสายเลือดในระบบสารสนเทศระบุชัดเจนว่า เธอคือ ทายาทโดยชอบธรรมเพียงคนเดียวของ ‘ซินแคลร์ กรุ๊ป’ ทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณปู่ของท่านทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน ถูกระบุให้ตกเป็นของลูกสาวของพี่สาวท่าน… ซึ่งก็คือมิกะครับ!”

อาร์เธอร์เบิกตากว้าง ความจริงอันโหดร้ายแล่นปราดเข้ามาในสมอง พี่สาวของเขาไม่ได้หนีตามใครไปอย่างที่ญาติ ๆ คนอื่นในตระกูลโกหก แต่เธอถูกลักพาตัวและทรยศโดยพวกอาสะใภ้และลุงแท้ ๆ ที่หวังจะฮุบสมบัติ พวกเขาแอบนำมิกะในวัยทารกมาทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครมาสืบทอดมรดกมูลค่าหลายหมื่นล้าน

อาร์เธอร์มองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาของมิกะ ความรู้สึกผิดและความรักสายเลือดเดียวกันเอ่อล้นจนเขาไม่อาจกั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป เขาคุกเข่าลงบนพื้นเวทีต่อหน้าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ โดยไม่สนสายตาของใครทั้งสิ้น

“มิกะ…” อาร์เธอร์เอ่ยเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้ม “หนูไม่ต้องร้องเพลงคนเดียวอีกแล้วลูก… หนูมีครอบครัวแล้ว และพ่อของหนู… ไม่ใช่สิ ลุงอยู่นี่แล้วลูก ลุงมารับหนูกลับบ้านของเรานะ”

มิกะเบิกตากว้าง สร้อยเงินที่อกเสื้อสะท้อนแสงไฟบนเวทีเป็นประกายระยิบระยับ เด็กหญิงมองภาพถ่ายในมือของอาร์เธอร์สลับกับใบหน้าของเขา ก่อนจะโผเข้ากอดชายหนุ่มแน่น ความอบอุ่นที่เธอไม่เคยได้รับมาตลอดเจ็ดปี บัดนี้เธอได้สัมผัสมันแล้ว

วันพิพากษาของคนใจร้าย

อาร์เธอร์อุ้มมิกะไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ราวกับเธอคือสิ่งมีชีวิตที่มีค่าที่สุดในโลก เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง แววตาที่เคยสั่นไหวเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและดุดันราวกับพญามังกร เขากวาดสายตามองลงไปยังกลุ่มผู้ปกครองและเด็ก ๆ ที่เคยหัวเราะเยาะหลานสาวของเขา

“ผู้อำนวยการ!” อาร์เธอร์ประกาศเสียงดังก้องผ่านไมโครโฟน บรรยากาศในงานเย็นเฉียบจนทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

“ครับ… ครับท่านซินแคลร์!” ผู้อำนวยการโรงเรียนวิ่งหน้าตั้งขึ้นมาบนเวทีด้วยตัวที่สั่นเทา

“เด็กผู้ชายคนไหนที่ตะโกนดูถูกหลานสาวของฉันเมื่อครู่ รวมถึงผู้ปกครองที่นั่งหัวเราะเยาะความฝันของเด็กเจ็ดขวบ… ไล่เด็กคนนั้นออกซะ และแบล็กลิสต์ครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดจากทุกธุรกิจในเครือซินแคลร์ กรุ๊ป ทั่วประเทศ! ฉันจะทำให้พวกแกเข้าใจความรู้สึกของการ ‘ไม่มีที่ไป’ เหมือนที่หลานสาวฉันเคยเจอ!”

สิ้นเสียงประกาศ พ่อแม่ของเด็กชายที่ตะโกนล้อเลียนถึงกับหน้าซีดเผือด ทรุดลงไปนั่งกับพื้นร้องไห้โฮ เพราะพวกเขารู้ดีว่าอำนาจของซินแคลร์สามารถทำลายอนาคตและการงานของพวกเขาได้ในพริบตา

อาร์เธอร์หันไปหาผู้ช่วยของเขา “ติดต่อทีมทนายความและกองปราบปรามด่วน ออกหมายจับลุงกับอาสะใภ้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของพี่สาวฉันและการทิ้งมิกะ… ฉันจะยึดทุกอย่างคืนมา และส่งพวกมันเข้าคุกให้หมด ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”

บทสรุป: เจ้าหญิงตัวจริง

ในบ่ายวันนั้น รถยนต์หรูโรลส์-รอยซ์หลายคันแล่นเข้ามาจอดเทียบถึงหน้าเวทีโรงเรียน มิกะในอ้อมกอดของลุงอาร์เธอร์ก้าวขึ้นรถไป ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงและอิจฉาของผู้คนทั้งโรงเรียนที่เคยดูถูกเธอ

จากเด็กกำพร้าในชุดสีเหลืองเก่า ๆ ที่ไม่มีใครต้องการ บัดนี้เธอกลายเป็น “เจ้าหญิงแห่งซินแคลร์” ผู้ถือครองมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หลายปีต่อมา… มิกะเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่งดงามและเพียบพร้อม เธอไม่ได้ละทิ้งการร้องเพลง แต่บัดนี้เธอร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตระดับโลก โดยมีลุงอาร์เธอร์นั่งเชียร์อยู่แถวหน้าสุดเสมอ และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเคยอยู่ ก็ได้รับการบูรณะจนกลายเป็นมูลนิธิช่วยเหลือเด็กที่ทันสมัยที่สุด โดยมีชื่อประธานมูลนิธิคือ “มิกะ ซินแคลร์”

เสียงหัวเราะเยาะในวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์ที่พาเธอกลับคืนสู่มาตุภูมิที่แท้จริง… ที่ซึ่งไม่มีใครจะทำร้ายเธอได้อีกต่อไป