Posted in

สองเดือนหลังจากที่ผมหย่ากับภรรยา ผมเจอเธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในโรงพยาบาล — แต่เมื่อได้ยินคำพูดเพียงคำเดียวจากปากเธอ หัวใจของผมก็แตกสลาย เพราะรู้ว่าผมได้ทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตไปแล้ว!

สองเดือนหลังจากที่ผมหย่ากับภรรยา ผมเจอเธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในโรงพยาบาล — แต่เมื่อได้ยินคำพูดเพียงคำเดียวจากปากเธอ หัวใจของผมก็แตกสลาย เพราะรู้ว่าผมได้ทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตไปแล้ว!
ผมชื่อ เจโรม สองเดือนแล้วที่ชีวิตสมรส 5 ปีระหว่างผมกับ คลารา ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

ผมเป็นฝ่ายบังคับให้เราแยกทางกันเอง ในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของการใช้ชีวิตคู่ ผมรู้สึกว่าเธอตัวห่างเหินจากผมไปมาก เธอเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา มักจะขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง และหมดความสนใจในทุกๆ สิ่งที่เราเคยทำร่วมกัน เวลาผมชวนเธอออกไปข้างนอก คำตอบของเธอมีเพียงแค่ “อยากพักผ่อน” เธอเย็นชามาก จนผมคิดไปเองว่าเธอคงมีคนอื่น หรือไม่ก็แค่หมดรักและไม่อยากอยู่กับผมแล้ว

ด้วยความทิฐิและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ผมจึงวางใบหย่าลงบนโต๊ะอาหาร ผมคาดหวังว่าเธอจะร้องไห้ อ้อนวอน หรือต่อสู้เพื่อรักษาครอบครัวของเราไว้ แต่ผิดคาด… เธอกลับสะอื้นเงียบๆ หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเซ็นชื่อลงไปโดยไม่มีท่าทีคัดค้านใดๆ เลย

ในวันนั้น ผมบอกตัวเองว่าผมทำถูกแล้ว คิดว่าการปล่อยเธอไปจะทำให้เราทั้งคู่มีความสุขมากขึ้น

แต่ความโกรธและความทิฐิทั้งหมดของผม กลับพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีเมื่อวานนี้…

ผมเดินทางไปที่ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เพื่อเยี่ยมเพื่อนร่วมงานที่นอนป่วยอยู่ หลังจากเยี่ยมเสร็จ ผมตั้งใจจะเดินไปอีกตึกหนึ่งเพื่อหาซื้อกาแฟดื่ม ขณะที่กำลังเดินผ่านทางเดินที่เงียบเชียบและเย็นเยียบของโรงพยาบาล ผมก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวบนเก้าอี้เหล็ก

เธอก้มหน้าและสะอื้นไห้อย่างหนัก สองแขนโอบกอดเข่าตัวเองไว้ โดยในมือมีซองเอกสารทางการแพทย์สีน้ำตาลอยู่ซองหนึ่ง

ถึงแม้จะเป็นด้านหลัง แต่ผมจำแผ่นหลังและไหล่คู่นั้นได้แม่นยำ… คลารา

แต่มีบางอย่างผิดปกติ เมื่อผมค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เธอ ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างน่าตกใจ จากภรรยาที่เคยดูมีน้ำมีนวลและสดใส ตอนนี้เธอกลับผอมซูบจนเหลือแต่กระดูก ผมยาวตรงสลวยที่เธอเคยภูมิใจนักหนากลับไม่มีอีกแล้ว หัวของเธอถูกปกปิดไว้ภายใต้หมวกไหมพรมหนาๆ

ขาของผมแข็งทื่อจนก้าวไม่ออก ความกลัวแล่นจับหัวใจเมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองป้ายเหนือทางเดิน: “ศูนย์โลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา – ศูนย์รักษาโรคมะเร็ง”

“ค…คลารา…?” ผมเรียกเธอด้วยเสียงที่สั่นเครือ

เธอเงยหน้าขึ้นมา มองผมด้วยความตกใจอย่างสุดขีด ดวงตาของเธอบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนัก ริมฝีปากซีดเผือดและแห้งแตก เธอรีบซ่อนซองเอกสารสีน้ำตาลไว้ข้างหลังทันที พยายามเช็ดน้ำตาอย่างลนลาน

“เจ…เจโรม… คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอ?” เธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“คลารา เกิดอะไรขึ้นกับคุณ? ทำไมคุณถึงผอมขนาดนี้? แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ตึกผู้ป่วยมะเร็งล่ะ?” ผมยิงคำถามใส่เธอเป็นชุด น้ำตาของผมเองก็เริ่มรื้นขึ้นมาจนบดบังการมองเห็น

เธอบกวนสายตาหลบ และฝืนยิ้มออกมา—เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

คลาราพยายามสูดหายใจลึก เธอมองหน้าผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและยอมแพ้ต่อทุกสิ่ง ริมฝีปากที่แห้งผากของเธอขยับเปิดออกช้าๆ และเปล่งคำพูดเพียงคำเดียวที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ แต่มันกลับดังสนั่นและฟาดฟันหัวใจของผมจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี…

“ระยะสุดท้าย…”

โลกทั้งใบของผมหยุดหมุนในวินาทีนั้น เสียงรอบข้างเงียบงันลงทันตา มีเพียงคำว่า ระยะสุดท้าย ที่ดังก้องอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

ผมทรุดเข่าลงกับพื้นโรงพยาบาลที่เย็นเฉียบอย่างหมดแรง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย ความจริงอันโหดร้ายเข้าจู่โจมผมจนแทบหายใจไม่ออก

หกเดือนสุดท้ายก่อนที่เราจะหย่ากัน… ที่เธอตัวห่างเหิน ที่เธอเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา ที่เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง และเอาแต่พูดว่าอยากพักผ่อน… มันไม่ใช่เพราะเธอหมดรักผม และไม่ใช่เพราะเธอมีคนอื่น! แต่เป็นเพราะร่างกายของเธอกำลังถูกโรคร้ายกัดกินจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงต่างหาก เธอต้องเผชิญกับผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัดอย่างโดดเดี่ยว ทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยที่ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น “สามี” อย่างผม กลับไม่เคยสังเกตเห็นเลย

“ทำไม…” ผมสะอื้นไห้จนตัวโยน คว้ามืออันผอมบางและเย็นเฉียบของเธอมาแนบแก้ม “ทำไมคุณไม่บอกผม คลารา? ทำไมถึงเซ็นใบหย่าพรากจากผมไปง่ายๆ แบบนั้น?!”

คลาราร้องไห้โฮออกมา เธอเอื้อมมืออีกข้างมาลูบหัวผมด้วยความอ่อนโยนเหมือนที่เธอเคยทำเสมอ

“เพราะฉันรู้ว่าคุณอยากมีลูก… คุณอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์” เธอพูดปนเสียงสะอื้น “หมอบอกว่าฉันเหลือเวลาอีกไม่มาก และฉันไม่มีวันมอบสิ่งเหล่านั้นให้คุณได้อีกแล้ว เจโรม… ฉันไม่อยากให้คุณต้องมาจมปลักอยู่กับคนป่วยที่กำลังจะตาย ฉันอยากให้คุณไปมีชีวิตใหม่ที่ดี… มีความสุขกับคนที่พร้อมกว่าฉัน”

คำสารภาพของเธอเหมือนมีดที่กรีดลึกซ้ำลงบนแผลเดิม ความทิฐิบ้าบอและศักดิ์ศรีโง่ๆ ของผมในวันนั้นทำให้ผมมองข้ามความเจ็บปวดของภรรยา ผมคิดว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ แต่แท้จริงแล้ว ผมคือคนใจดำที่ทอดทิ้งเธอในเวลาที่เธอต้องการผมมากที่สุดในชีวิต

ผมยอมปล่อยให้ผู้หญิงที่รักผมมากกว่าชีวิตของตัวเอง เดินหันหลังออกจากบ้านไปเผชิญหน้ากับความตายเพียงลำพัง… นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผมไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้เลย

ผมปาดน้ำตา ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้ข้างเธอ แล้วโอบกอดร่างอันผอมบางนั้นไว้แนบอออย่างแน่นหนา ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไป

“ไม่เอาแล้วคลารา… พอกันทีกับการเผชิญหน้าคนเดียว” ผมกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว แม้หัวใจจะเจ็บปวดจนแทบขาดใจ “ห้าปีที่เราสัญญากันไว้ว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุข ผมทำมันพังไปแล้ว… แต่จากวินาทีนี้ไป ต่อให้เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว สัปดาห์เดียว หรือแค่หนึ่งวัน ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมจะอยู่ตรงนี้ เป็นสามีของคุณ เป็นคนดูแลคุณ และเราจะสู้กับมันไปด้วยกัน… ยกโทษให้คนโง่คนนี้ แล้วให้ผมได้กลับมาทำหน้าที่ของผมเถอะนะ”

คลาราซบหน้าลงกับอกของผม สองแขนอันไร้เรี่ยวแรงของเธอโอบกอดตอบ สัญญาณชีพจรและเสียงสะอื้นของเราสองคนหลอมรวมกันอีกครั้ง ท่ามกลางทางเดินที่เงียบเชียบของโรงพยาบาล

ถึงแม้ผมจะย้อนเวลาไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ และไม่รู้ว่าปาฏิหาริย์จะมีจริงไหม… แต่สิ่งเดียวที่ผมรู้ในตอนนี้คือ ผมจะใช้ทุกวินาทีที่เหลืออยู่เพื่อรักและดูแลเธอให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้หญิงที่ดีที่สุดคนนี้ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป