Posted in

ฉันตั้งครรภ์ได้สองเดือน ครอบครัวของแฟนหนุ่มทิ้งฉันไว้กลางดึกขณะกำลังเดินทางกลับต่างจังหวัด

ฉันตั้งครรภ์ได้สองเดือน ครอบครัวของแฟนหนุ่มทิ้งฉันไว้กลางดึกขณะกำลังเดินทางกลับต่างจังหวัด
แต่หลังจากนั้นไม่นาน มีสายฉุกเฉินหนึ่งสายเข้ามา
ซึ่งกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้รถของพวกเขาถูกสกัดทันที…

ฉันตั้งครรภ์ได้เพียงสองเดือนเต็ม ๆ เมื่อครอบครัวของแฟนฉัน “มิเกล” ชวนให้ฉันไปร่วมงานรวมญาติประจำปีของพวกเขาที่ต่างจังหวัด

ก่อนออกเดินทาง แม่ของเขายังจับมือฉันแน่นและยิ้มพร้อมพูดว่า:

— อานา ปีนี้เธอกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราแล้ว ต้องไปทำความรู้จักทุกคนให้ได้นะ

เพราะคำพูดนั้น ฉันจึงปรับตารางงานและเดินทางไปกับพวกเขา

แต่ฉันไม่คิดเลยว่า การเดินทางครั้งนั้นจะทำให้ฉันได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา

ช่วงบ่าย เราจอดพักที่จุดพักรถกว้างข้างทางหลวง

ตอนนั้นโทรศัพท์ของแม่มิเกลดังขึ้น

ลุงเออร์เนสโตและภรรยามีปัญหารถเสียกลางทาง
พวกเขาติดอยู่และต้องการรถไปรับ

ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไร แม่ของมิเกลก็พูดขึ้นทันที:

— อานา เธอช่วยรออยู่ที่นี่สักครู่นะ

ฉันมองหน้าเธอ

เธอยังยิ้มอยู่เหมือนเดิม

— เราต้องไปรับลุงเออร์เนสโต เขาอายุมากแล้ว ปล่อยไว้กลางทางไม่ได้

ฉันขมวดคิ้ว

— แล้วฉันล่ะคะ?

— รออยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวจะมีคนกลับมารับเธอ

ฉันคิดว่าตัวเองฟังผิด

พระอาทิตย์กำลังจะตก
อากาศเริ่มเย็นลง
และฉันกำลังตั้งครรภ์

แต่พวกเขาจะทิ้งฉันไว้คนเดียวอย่างนั้นเหรอ?

ฉันพยายามใจเย็น

— ฉันไม่สามารถรอที่นี่เป็นชั่วโมงได้นะคะ

รอยยิ้มของแม่มิเกลหายไปทันที

— แป๊บเดียวเอง

— พวกคุณจะไปไกลนะ ถ้ากลับมารับฉันอีกก็ต้องเสียเวลาอีกมาก

— แต่ลุงของคุณอายุมากแล้วนะคะ

ฉันมองเข้าไปในรถ

มีคนแข็งแรงอยู่ข้างในถึงเจ็ดคน

มีเพียงฉันคนเดียวที่ตั้งครรภ์

แต่กลับเป็นฉันที่ถูกเลือกให้ถูกทิ้ง

ฉันหันไปมองมิเกล

— มิเกล คุณว่าไงคะ?

เขานิ่งไปสองสามวินาที ก่อนตอบว่า:

— อดทนหน่อยนะ

เหมือนน้ำเย็นสาดลงมาทั้งตัว

— คุณจะทิ้งฉันไว้คนเดียวจริง ๆ เหรอ?

เขาถอนหายใจ

— อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย

— นี่มันเรื่องใหญ่ไม่พออีกเหรอ?

ใบหน้าของเขาแข็งทันที

— เธอนี่ชอบคิดว่าตัวเองถูกทำร้ายตลอด

ฉันหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

— ถ้านี่ไม่ใช่การทิ้ง แล้วมันคืออะไร?

บรรยากาศในรถเริ่มตึงเครียด

ญาติคนหนึ่งจากเบาะหลังพูดขึ้น:

— ผู้หญิงสมัยนี้ตามใจตัวเองเกินไปแล้ว

— ยังไม่ได้แต่งงานเลยก็จะเอาแต่ใจ

ทุกสายตาหันมามองฉัน

เหมือนฉันเป็นคนผิด

เหมือนฉันเป็นต้นเหตุของปัญหา

ฉันสูดลมหายใจลึก

— ได้ค่ะ

— ฉันไม่จำเป็นต้องให้โลกของพวกคุณหมุนรอบฉัน

— สิ่งที่ฉันต้องการคือขอเอาของของฉันคืน

พวกเขามองหน้ากัน

มิเกลขมวดคิ้ว

— หมายความว่าอะไร?

ฉันหยิบกุญแจออกจากกระเป๋าอย่างเงียบ ๆ

รถคันนี้เป็นของฉัน

เป็นของขวัญจากพ่อแม่ของฉันตอนฉันได้งานดี ๆ

พวกเขาใช้รถคันนี้ไปเที่ยว
ไปทำธุระ
ไปรับส่งญาติ ๆ

และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาเหมือนลืมไปว่ามันไม่ใช่ของครอบครัวเขา

ฉันมองไปที่มิเกล

— ถ้าพวกคุณจะไปรับญาติ ไม่มีปัญหาค่ะ

— แต่กรุณาลงจากรถของฉันก่อน

ทุกคนเงียบสนิททันที

แม่ของมิเกลลุกขึ้นทันที

— เธอพูดอะไรน่ะ?

ฉันยิ้มบาง ๆ

— ถ้าพวกคุณมองว่าฉันเป็นคนนอก…

— ก็ไม่มีสิทธิ์ใช้รถของฉันเหมือนกัน

ใบหน้าของมิเกลมืดลงทันที

เขาแย่งกุญแจจากมือฉันอย่างแรง

— อย่ามากเกินไปนะ อานา!

ฉันยังไม่ทันพูด เขาก็ผลักฉัน

ฉันเซถอยหลัง

มือของฉันรีบจับที่ท้องโดยอัตโนมัติ

ทั้งตัวเย็นเฉียบ

ในวินาทีนั้น ฉันเข้าใจทุกอย่าง

ผู้ชายตรงหน้าฉัน ไม่ใช่คนเดิมที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องฉันและลูก

เขาเป็นเพียงคนที่เลือกครอบครัวของตัวเองเสมอ
แม้ว่าฉันจะต้องเจ็บปวดก็ตาม

ลมกลางคืนเย็นจัด

ฉันยืนมองรถที่กำลังจะจากไปอย่างเงียบ ๆ

มิเกลขึ้นไปนั่งที่คนขับ

แม่ของเขาปิดประตูอย่างแรง

ฉันยังได้ยินเสียงพึมพำเบา ๆ จากด้านใน:

— ไร้ยางอายจริง ๆ

จากนั้นรถก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งฉันไว้คนเดียวในจุดพักรถที่มืดมิด

สิบนาที
สามสิบนาที
หนึ่งชั่วโมง

ฉันนั่งตัวสั่นอยู่บนม้านั่งโลหะเย็น ๆ

มิเกลไม่รับสาย
ข้อความก็ไม่ตอบ

จนกระทั่งฉันเกือบหมดหวัง รถสีดำคันหนึ่งก็จอดตรงหน้า

ชายในเครื่องแบบลงจากรถ

เขาเดินเข้ามาหาฉัน

— คุณคืออานา ซานโตสที่โทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉินใช่ไหม?

ฉันพยักหน้า

เขาพูดเข้าวิทยุทันที

— ยืนยันข้อมูลแล้ว

— รถคันดังกล่าวลงทะเบียนในชื่อผู้เสียหาย

— ให้สกัดรถที่ด่านถัดไปทันที

ฉันชะงัก

— สกัดเหรอคะ?

เขามองมาที่ฉัน

— มีรายงานว่ารถถูกใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ

— ทีมของเราพบแล้ว

เสียงวิทยุดังขึ้นทันที

— พบรถแล้ว

— ผู้โดยสารกำลังโวยวาย

— ต้องการกำลังเสริม

ฉันกำโทรศัพท์แน่น

หน้าจอสว่างขึ้นทันที

มิเกลโทรมา

ฉันรับสาย เขาก็ตะโกนทันที:

— อานา!

— เธอทำอะไรลงไป?!

— พวกเราโดนเจ้าหน้าที่สกัด!

จากนั้นฉันได้ยินเสียงอีกฝั่งในสายพูดอย่างจริงจัง:

— ผู้โดยสารทุกคน กรุณาลงจากรถและเตรียมเอกสารด้วยครับ

ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับไปพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นชาที่สุดเท่าที่เคยมีมา ความกลัวและความโดดเดี่ยวในจุดพักรถมืด ๆ เมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวของคนเป็นแม่ที่รู้แล้วว่าต้องปกป้องลูกในท้องจากคนสารเลวพวกนี้

“คุณอานาครับ เชิญขึ้นรถครับ เราจะพาคุณไปยังด่านตรวจที่สกัดรถไว้” เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ

ตลอดทางที่นั่งบนรถตำรวจ โทรศัพท์ของฉันสั่นไม่หยุด ทั้งสายเรียกเข้าจากมิเกล แม่ของเขา และข้อความด่าทอจากญาติ ๆ ของเขาที่ประโคมส่งมาไม่ขาดสาย ข้อความอย่าง “เธอมันบ้าไปแล้ว!” “แค่เรื่องเข้าใจผิดทำไมต้องแจ้งตำรวจจับพวกเราด้วย!” ฉันไม่อ่านและไม่ตอบ แต่อัดหน้าจอเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด

ยี่สิบนาทีต่อมา รถตำรวจเลี้ยวเข้ามาที่ด่านตรวจทางหลวง แสงไฟไซเรนสีแดงน้ำเงินสาดส่องจนสว่างไสว และตรงกลางด่านนั้น… รถยนต์ของฉันถูกล้อมไว้ด้วยรถเจ้าหน้าที่และเครื่องกีดขวาง

มิเกล แม่ของเขา และญาติคนอื่น ๆ รวม 7 คน ยืนหน้าซีดเซียวอยู่ข้างทางหลวง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุมตัวไว้ แม่ของมิเกลกำลังโวยวายใส่ตำรวจว่าโดนกลั่นแกล้ง แต่ทันทีที่พวกเขาเห็นฉันก้าวลงมาจากรถตำรวจ เสียงโวยวายก็เงียบกริบลงทันที

“อานา!” มิเกลรีบวิ่งเข้ามาหาฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและความอับอาย “เธอทำบ้าอะไร! รู้ไหมว่าพวกเราอับอายแค่ไหนที่โดนตำรวจล้อมเหมือนอาชญากรแบบนี้?! สั่งให้ตำรวจปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้ แล้วเอารถมาให้ฉันขับต่อ!”

แม่ของเขารีบเดินตามมา สมทบด้วยน้ำเสียงจิกกัด “คิดว่ามีรถคันเดียวแล้วจะมาเบ่งใส่พวกเราเหรอ? ไร้มารยาท! สันดานต่ำต้อยจริง ๆ กะอีแค่ให้รอแป๊บเดียวถึงกับแจ้งความจับผัวตัวเอง!”

ฉันไม่ได้มองหน้าแม่ของเขาด้วยซ้ำ แต่หันไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่ยืนคุมสถานการณ์อยู่

“คุณตำรวจคะ ฉันขอแจ้งความดำเนินคดีอาญาอย่างถึงที่สุดค่ะ” ฉันพูดเสียงดังและฟังชัดจนทุกคนในครอบครัวมิเกลเบิกตากว้าง “ผู้ชายคนนี้… นายมิเกล แย่งชิงกุญแจรถไปจากมือของฉัน และใช้กำลังผลักดันฉันซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้สองเดือน ทิ้งไว้ในที่เปลี่ยวกลางดึกเพื่อเจตนาเอารถยนต์ที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฉันไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต นี่คือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และกรรโชกทรัพย์ค่ะ”

“เฮ้ย! อานา! นี่ฉันผัวเธอนะ! ลูกในท้องนั่นก็ลูกฉัน!” มิเกลตะโกนลั่นอย่างลนลานเมื่อได้ยินข้อหาทางกฎหมาย

“ผัวงั้นเหรอ? เรายังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และผู้ชายที่ผลักผู้หญิงท้องทิ้งไว้ข้างทาง ไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าพ่อของลูกฉัน!” ฉันจ้องหน้าเขาช้า ๆ “และสำหรับพวกคุณทุกคนที่นั่งเบาะหลังแล้วพูดว่าฉันตามใจตัวเอง… ทรัพย์สินคันนี้เป็นชื่อของฉัน เงินดาวน์และเงินผ่อนเป็นของพ่อแม่ฉัน พวกคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอาปลายเล็บมาแตะต้อง”

แม่ของมิเกลหน้าถอดสี รีบเปลี่ยนท่าทีเข้ามาจับมือฉัน “อานา… แม่ขอโทษ แม่แค่รีบไปรับลุงเออร์เนสโต อย่าเอาเรื่องเลยนะลูก คนกันเองทั้งนั้น…”

ฉันสะบัดมือเธอออกอย่างแรง จนเธอเซไปข้างหลังเหมือนที่มิเกลเคยทำกับฉัน

“อย่ามาจับตัวฉัน และอย่าเรียกตัวเองว่าแม่” ฉันพูดเสียงเย็น “คุณตำรวจคะ ในรถมีกล้องหน้ารถบันทึกเสียงและภาพตอนที่เขาใช้กำลังแย่งกุญแจและผลักฉันไว้ชัดเจนค่ะ ดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลยค่ะ ฉันไม่ยอมความ”

เจ้าหน้าที่ตำรวจพยักหน้าทันที “รับทราบครับ ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปที่สถานีตำรวจ และยึดรถยนต์ของกลางคืนให้เจ้าหน้าที่ลากกลับครับ”

“อานา! อย่าทำแบบนี้! อานา!” มิเกลร้องโกนลั่นขณะที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล็อกตัวจับกุมใส่กุญแจมือ ญาติ ๆ ของเขาที่เคยปากดีในรถ บัดนี้พากันก้มหน้าเงียบด้วยความอับอายขายหน้าเพราะสายตาของคนที่สัญจรผ่านด่านตรวจต่างพากันมองมาที่พวกเขาเหมือนสิ่งปฏิกูล

ฉันเดินไปที่รถของฉัน หยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเองออกมาอย่างสง่างาม ก่อนจะหันหลังกลับไปมองมิเกลเป็นครั้งสุดท้าย

“พรุ่งนี้ฉันจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ถ้าลูกในท้องของฉันเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียว… ฉันจะเพิ่มข้อหาพยายามฆ่าให้คุณด้วย มิเกล ลาก่อน”

ฉันหันหลังเดินขึ้นรถสไลด์ที่มารับรถของฉันกลับกรุงเทพฯ ลมค่ำคืนยังคงเย็นจัด แต่หัวใจของฉันกลับอบอุ่นและมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันลูบท้องตัวเองเบา ๆ สัญญากับลูกในใจว่า ต่อจากนี้ไป ชีวิตของเราสองคนแม่ลูกจะสะอาดบริสุทธิ์ และก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข โดยไม่มีวันหันหลังกลับไปมองเศษขยะเหล่านั้นอีกเลย