ฉันถูกสามีไล่ออกจากบ้านโดยไม่มีอะไรติดตัวเลย หลังจากเพิ่งคลอดลูกของเรา เพราะเขามัวแต่ไล่ตามผู้หญิงสุดเซ็กซี่ที่เป็นชู้ของเขา ซึ่งอ้างว่าเป็นลูกสาวของประธานบริษัทใหญ่
พวกเขาไม่รู้เลยว่า กำไลหยกที่ฉันสวมอยู่—ที่พวกเขาดูถูกว่าเป็น “ของถูก ๆ”
แท้จริงแล้วคือมรดกของราชวงศ์ สำหรับทายาทเพียงคนเดียวของอาณาจักรเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
และวันที่ฉันขึ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
ก็คือวันเดียวกับที่ฉันเข้าครอบครองบริษัทของครอบครัวชู้ของเขา…ด้วยลายเซ็นเพียงครั้งเดียว
— ไสหัวไปซะ เอลิน่า! อย่าเอาความซวยของเธอมาทำลายชีวิตฉัน! คนที่ฉันต้องการคือโมนิกา ไม่ใช่ผู้หญิงบ้านจนอย่างเธอ!
ปวีณตะโกน ขณะลากฉันออกจากบ้าน ทั้งที่ฉันยังอุ้มลูกน้อยอยู่
โมนิกายืนอยู่ข้างเขา ใส่ชุดหรูหรา มองฉันด้วยสายตาเหยียดหยาม
— น่าสงสารจังนะเอลิน่า แม้แต่กำไลของเธอก็ดูเหมือนของตลาดนัด เอามาให้ฉันดีกว่า อย่างน้อยก็อาจมีค่าเอาไปซื้อนมให้ลูกเธอได้บ้าง
เธอกระชากกำไลหยกจากข้อมือฉัน แล้วโยนลงไปบนถนน
— อุ๊ย หล่นซะแล้ว ของแบบนี้ก็เหมาะกับโคลนดี เหมือนเจ้าของมันนั่นแหละ
ปวีณหัวเราะ ก่อนปิดประตูใส่หน้าฉันอย่างแรง
— อย่ากลับมาอีกนะ! แล้วก็เซ็นใบหย่าที่ฉันจะส่งไปให้ซะ!
ฉันค่อย ๆ ก้มลงเก็บกำไลจากโคลน
รอยยิ้มขมขื่นปรากฏบนใบหน้า
สามปี…ที่ฉันแกล้งทำเป็นคนจน เพื่อทดสอบความรักของเขา
แต่สุดท้าย เขาก็ต้องการแค่เงินกับอำนาจเท่านั้น
ฉันเช็ดกำไลให้สะอาด แล้วกดปุ่มเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านข้าง
สัญญาณ GPS ถูกส่งไปยังสำนักงานใหญ่ทันที
ไม่ถึงห้านาที
เฮลิคอปเตอร์หรูปรากฏขึ้นเหนือหมู่บ้านของพวกเขา และค่อย ๆ ลงจอดหน้าบ้าน
ชายชราสวมถุงมือสีขาวรีบลงมาจากเครื่อง พร้อมโค้งคำนับลึก
— เจ้าหญิงเอลิน่า! ขอบพระคุณสวรรค์ที่เราพบพระองค์แล้ว! พระบิดาของพระองค์ “ราชาแห่งหยก” กำลังรอการเสด็จกลับของพระองค์อยู่พ่ะย่ะค่ะ
เสียงเฮลิคอปเตอร์ทำให้ปวีณและโมนิการีบวิ่งออกมา
ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นบอดี้การ์ดล้อมรอบฉัน
— เอลิน่า?! นี่มันเรื่องอะไรกัน?! ทำไมมีเฮลิคอปเตอร์หน้าบ้านฉัน?!
ปวีณตะโกน เสียงเริ่มสั่น
ฉันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
— ปวีณ บริษัทของครอบครัวโมนิกาที่นายหวังพึ่งพา…
เมื่อเวลา 8 โมงเช้า ฉันซื้อหุ้นไปแล้ว 70%
— แล้วบ้านหลังนี้…ตอนนี้เป็นทรัพย์สินของบริษัทที่ฉันเป็นเจ้าของ
โมนิกาทรุดตัวลงกับพื้น มือสั่นเทา
— เป็นไปไม่ได้…บริษัทของพ่อฉัน…
— บัตเลอร์ โทรหาทนายของเรา
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
— ฉันต้องการเริ่มยึดทรัพย์ทั้งหมดของตระกูลศานติภายใน 24 ชั่วโมง
ฉันก้าวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ อุ้มลูกไว้แน่น
แต่ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท…
ฉันโยนเอกสารสำคัญบางอย่างลงไปด้านล่าง
กระดาษแผ่นนั้นปลิวลงตรงหน้าปวีณ
เขาก้มลงหยิบ…แล้วสีหน้าก็ซีดเผือด
มันคือ…
“ผลตรวจ DNA”
ยืนยันว่า…เด็กในอ้อมแขนของฉัน
คือ “ทายาทสายเลือดเดียว” ของเขา
— เธอ…เธอหลอกฉัน…
เสียงของเขาสั่นเครือ
ฉันมองลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เป็นครั้งสุดท้าย

— ไม่ใช่ฉันที่หลอกนาย…
นายต่างหากที่เลือกทิ้งทุกอย่างด้วยตัวเอง
เฮลิคอปเตอร์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทิ้งไว้เพียงชายคนหนึ่ง…
ที่เพิ่งสูญเสียทั้งภรรยา ลูก…
และทุกอย่างในชีวิตไปตลอดกาล
ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ทะยานสูงขึ้น ปวีณทรุดเข่าลงกับพื้นปูนที่ร้อนระอุ สายตามองตามเครื่องบินลำหรูที่พา “โชคลาภมหาศาล” และ “ลูกแท้ ๆ” จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาพยายามจะตะโกนเรียกชื่อเธอ แต่เสียงเครื่องยนต์กลับกลบเสียงของเขาจนมิด
โมนิกาที่นั่งสั่นเทาอยู่ข้าง ๆ พยายามคว้าแขนเขา “ปวีณ… นายต้องช่วยฉันนะ! พ่อฉันต้องฆ่าฉันแน่ถ้าบริษัทล้มละลาย!”
ปวีณสะบัดมือเธอออกอย่างแรง แววตาที่เคยหลงใหลเปลี่ยนเป็นความรังเกียจ “เพราะเธอ! เพราะความโลภของเธอที่ทำให้ฉันเสียเอลิน่าไป!”
24 ชั่วโมงต่อมา…
ปวีณและโมนิกาถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ศานติโดยไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าสำรอง บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำโยนกระเป๋าเดินทางเก่า ๆ ของพวกเขาออกมาบนถนนเส้นเดียวกับที่เขาเคยลากเอลิน่าออกมา
ที่หน้าจอ LED ยักษ์ใจกลางเมือง ข่าวเศรษฐกิจพาดหัวใหญ่ยักษ์:
“การปรากฏตัวของทายาทเพียงหนึ่งเดียว! ‘เอลิน่า มณีเทวา’ เข้ารับตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารสูงสุดของเอเชียเจมส์กรุ๊ป พร้อมสั่งระงับธุรกรรมทั้งหมดของตระกูลศานติและเครือข่าย!”
ภาพในข่าวคือเอลิน่าในชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์ สง่างามราวกับราชินี บนข้อมือของเธอคือ “กำไลหยกราชวงศ์” ที่เปล่งประกายสีเขียวมรกตล้ำค่า ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกว่าเป็นของราคาถูกอีกต่อไป ในอ้อมแขนของเธอคือทายาทตัวน้อยที่กำลังยิ้มร่า
ปวีณพยายามจะบุกเข้าไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อขอขมา แต่เขาถูกบอดี้การ์ดสกัดไว้เพียงแค่หน้าประตู “ผมเป็นพ่อของลูกเธอ! ให้ผมเข้าไป!” เขาร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
บัตเลอร์คนเดิมเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยื่นซองเอกสารให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย “นี่คือเอกสารสละสิทธิ์ความเป็นพ่อ และคำสั่งห้ามเข้าใกล้คุณหนูและท่านประธานในระยะ 5 กิโลเมตร หากคุณละเมิด… คุกที่แพงที่สุดในประเทศรอคุณอยู่”
ปวีณเปิดดูเอกสารข้างใน และพบกับเช็คเงินสดใบหนึ่งที่ระบุจำนวนเงิน “1 บาท” พร้อมข้อความสั้น ๆ ที่เขียนด้วยลายมือของเอลิน่าว่า:
“นี่คือค่าตัวของนาย… และมูลค่าของความรักที่นายมีให้ฉัน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา”
เขายืนมองเช็คใบนั้นท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปราย ขณะที่รถลีมูซีนกันกระสุนของเอลิน่าขับผ่านเขาไปโดยที่กระจกฟิล์มดำมืดนั้นไม่แม้แต่จะลดลงมามองเศษซากมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกว่า “สามี”
เกมนี้จบลงแล้ว… เอลิน่าไม่ได้เพียงแค่ได้บริษัทคืนมา แต่เธอได้หัวใจที่แข็งแกร่งและชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันให้ใครมาเหยียบย่ำได้อีกต่อไป ส่วนปวีณ… สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือความทรงจำที่ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมี “สวรรค์” อยู่ในมือ แต่เขากลับโยนมันทิ้งไปเพื่อคว้าเอาเพียง “เศษดิน”
บทสรุป: เพชรแท้ต่อให้ถูกพ่นโคลนใส่ก็ยังเป็นเพชร แต่ก้อนหินต่อให้ชุบทองวันหนึ่งทองก็ต้องลอกออกมาให้เห็นความไร้ค่าอยู่ดี