Posted in

มรดกที่ไม่คาดคิดจากพ่อแม่สามีที่ใคร ๆ คิดว่ายากจน — หลังจากฉันถูกหย่า

มรดกที่ไม่คาดคิดจากพ่อแม่สามีที่ใคร ๆ คิดว่ายากจน — หลังจากฉันถูกหย่า

“ปล่อยให้พวกเขาหัวเราะว่าเราจนเถอะนะ อารุมิ…”
พ่อสามียิ้มบาง ๆ ลมหายใจของเขาหนักหน่วง อกกระเพื่อมขึ้นลง
“พวกเขาไม่รู้หรอก… ทรัพย์สินที่พ่อเก็บไว้นั้น ใช้เจ็ดชั่วโคตรก็ไม่หมด”

ฉันยิ้มตอบอย่างขมขื่น พลางป้อนโจ๊กจืด ๆ ให้แม่สามีที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงไม้ไผ่

“พ่อนี่นะ ป่วยแล้วยังจะล้อเล่นอีก” ฉันพูดเบา ๆ
“ถ้าทรัพย์สินใช้ไม่หมดเจ็ดชั่วโคตรจริง เราคงไม่ค้างค่าไฟสองเดือนหรอก”

แม่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะไอ
“ใครจะไปรู้ พ่อของเธออาจเป็นเจ้าพ่อน้ำมันที่ปลอมตัวมาก็ได้ อารุมิ…”

ฉันนวดหลังให้แม่ หัวใจรู้สึกอึดอัด
ในวัยชรา พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านไม้ไผ่ผุ ๆ หลังคารั่วเวลาฝนตก
แต่ความรักที่มีให้ฉัน—ลูกสะใภ้กำพร้าที่ไม่มีใคร—กลับอบอุ่นยิ่งกว่าครอบครัวแท้ ๆ ของฉันเสียอีก

ทันใดนั้น เสียงรถมาหยุดหน้าบ้านอย่างกะทันหัน
ประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง

“อัสลามมุอะลัยกุม!”
คำทักทายที่ออกมาไม่ใช่คำอวยพร แต่เป็นเสียงตะคอก

อารยา สามีของฉัน ยืนอยู่ตรงประตู
เสื้อผ้าของเขาเรียบร้อย รองเท้ามันวาว สายตามองบ้านทรุดโทรมนี้ราวกับมองสิ่งสกปรก

“พี่อารยา…”
ฉันลุกขึ้น ตั้งใจจะจับมือเขา

แต่เขาชักมือกลับทันที
“ไม่ต้องมาทำพิธีรีตอง!”

เขาเริ่มรื้อค้นตู้พลาสติก เสื้อผ้าของเขาถูกโยนใส่กระเป๋าใบใหญ่

“พี่ เป็นอะไรไป?!”

“ฉันทนไม่ไหวแล้ว อารุมิ!” เขาตะโกน
“ทนชีวิตจน ๆ ไม่ไหว! มาที่นี่ทีไร ได้กลิ่นยาหม่อง กลิ่นอับ กลิ่นความยากจน! ฉันอายเพื่อน!”

“อกตัญญู!” แม่พยายามลุกขึ้น ตัวสั่น
“เมียของแกคนนี้แหละที่ดูแลพวกเราทั้งวันทั้งคืน ตอนที่แกไปเสวยสุขอยู่ในเมือง!”

อารยามองแม่ด้วยสายตาเย็นชา
“ดูแล? นั่นหน้าที่ของเธอ! เธอมาอาศัยอยู่ที่นี่! ไม่มีใคร! ก็เหมาะแล้วที่จะเป็นคนใช้!”

หัวใจฉันแตกสลาย น้ำตาไหลไม่หยุด

อารยาลุกขึ้นยืนตรง
“คาเนียท้องแล้ว ภรรยาใหม่ของฉัน ครอบครัวเธอเป็นคนใหญ่คนโต รวยมาก เธอบอกให้ฉันต้องเด็ดขาด”

พ่อสามีหายใจสะดุด
“แกหมายความว่าอะไร?”

“ฉันจะหย่า” อารยาตอบโดยไม่ลังเล
“ฉันไม่อยากทำลายอนาคตตัวเองเพราะต้องดูแลพ่อแม่จน ๆ กับเมียที่ไม่คู่ควร”

พ่อกำขอบเตียงแน่น
“ทรัพย์สินเป็นของฝากชั่วคราวนะลูก! ถ้าแกกล้าหย่าอารุมิเพราะผู้หญิงคนนั้น—อย่าเรียกพวกเราว่าพ่อแม่อีก! เราไม่ต้องการลูกอกตัญญู!”

ฉันหวังว่าอารยาจะได้สติ
แต่บนใบหน้าของเขามีเพียงรอยยิ้มเหยียดหยาม

“ก็ดี” เขาพูดสบาย ๆ
“งั้นพอพ่อแม่ตาย ฉันจะได้ไม่ต้องลำบากมา แถมพวกคุณก็ไม่มีมรดกอะไรอยู่แล้ว”

เสียงร้องไห้ของแม่ดังขึ้น
“ไสหัวไป!”

อารยาหยิบกระเป๋า
“เดี๋ยวทนายของคาเนียจัดการเรื่องหย่าให้
บายนะ อารุมิ ขอให้สนุกกับชีวิตจน ๆ ของเธอ”

ประตูปิดกระแทก
เสียงรถค่อย ๆ หายไป ทิ้งความว่างเปล่าที่ถาโถมใส่หัวใจฉัน

ฉันทรุดลงบนพื้นดิน ร้องไห้อย่างสุดกลั้น
สามปีของการแต่งงานพังทลายในบ่ายวันเดียว

ทันใดนั้น มือเหี่ยวย่นของพ่อแตะศีรษะฉันเบา ๆ

“พอเถอะ ลูก…”
เสียงของพ่อสงบ นิ่งเกินไป

“อย่าร้องไห้ให้ขยะ
เขาต่างหากที่เสียของล้ำค่าอย่างเพชรไป”

ฉันเงยหน้าขึ้น
ในดวงตาของพ่อมีประกายบางอย่าง—สงบ เฉียบคม และเต็มไปด้วยความลับ

และในตอนนั้นเอง…
ฉันยังไม่รู้เลยว่าการจากไปของอารยาเมื่อครู่ คือจุดเริ่มต้นของความพินาศของเขาเอง

พ่อค่อย ๆ เอื้อมมือไปใต้หมอนที่หนุนนอนอยู่ เขาหยิบกุญแจเหล็กเก่า ๆ สนิมเกรอะกรังออกมาดอกหนึ่ง แล้วส่งมันให้ฉันด้วยมือที่มั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ

“อารุมิ… ไปที่ห้องเก็บของหลังบ้าน หลังตู้ไม้เก่าที่มีปลวกแทะ ให้ลูกใช้กุญแจนี้เปิดหีบเหล็กที่ฝังอยู่ใต้ดินตรงนั้นซะ”

ฉันเดินไปตามคำบอกอย่างงงงวย ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่ยังไม่จางหาย เมื่อฉันขุดดินลงไปและเปิดหีบนั้นออก แสงสีทองและประกายระยิบระยับก็สาดเข้าตาจนฉันต้องผงะ ในนั้นไม่มีเงินบาทแม้แต่แดงเดียว… แต่มันเต็มไปด้วยทองแท่งบริสุทธิ์นับร้อยแท่ง โฉนดที่ดินผืนงามใจกลางเมือง และสมุดบัญชีธนาคารต่างประเทศที่มีตัวเลขศูนย์เรียงกันจนฉันตาลาย


ความลับที่ถูกเปิดเผย

พ่อสามีไอออกมาเบา ๆ ก่อนจะเฉลยความจริงที่เก็บงำมาค่อนชีวิต “พ่อไม่ใช่คนจน อารุมิ… พ่อคือ ‘ท่านเซอร์สุไลมาน’ มหาเศรษฐีที่เคยล่มสลายในสายตาโลกเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่จริง ๆ แล้วพ่อแค่ถอนตัวออกมา พ่ออยากรู้ว่าถ้าพ่อไม่มีเงินเหลือเลย ใครกันที่จะรักพ่อด้วยใจจริง และใครกันที่คู่ควรจะสืบทอดความมั่งคั่งมหาศาลนี้”

เขามองมาที่ฉันด้วยความเอ็นดู “อารยาทำลายบททดสอบสุดท้ายของเขาเอง เขาเลือกความโลภ… ส่วนลูก ลูกผ่านมันมาด้วยความอดทนและหัวใจที่บริสุทธิ์ มรดกทั้งหมดนี้ พ่อโอนเป็นชื่อของลูกตั้งแต่วันที่ลูกเข้ามาดูแลแม่ตอนป่วยหนักครั้งแรกแล้ว”


จุดจบของคนเนรคุณ

เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น อารยากลับมาที่บ้านไม้ผุ ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้มาด้วยมาดเศรษฐี ใบหน้าของเขาบวมช้ำ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง

“พ่อ! แม่! ช่วยผมด้วย!” เขาคุกเข่าร้องไห้ “คาเนียหลอกผม! ครอบครัวเธอเป็นแก๊งต้มตุ๋น พวกเขาหลอกให้ผมเซ็นค้ำประกันจนตอนนี้ผมล้มละลาย บ้านและรถถูกยึดหมดแล้ว ผมไม่มีที่ไป!”

เขาหันมามองฉัน “อารุมิ… พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว เรากลับมาอยู่ด้วยกันนะ”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัวเข้าใกล้ รถลีมูซีนสีดำคันหรูหลายคันก็แล่นเข้ามาจอดขวางหน้าบ้าน ชายในชุดสูทนับสิบคนเดินลงมาโค้งคำนับฉัน

“ท่านประธานอารุมิครับ เครื่องบินส่วนตัวเตรียมพร้อมแล้วครับ คุณท่านและคุณผู้หญิงต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ตามกำหนดการครับ”

อารยาตาค้าง อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก เขาจ้องมองฉันที่สวมชุดผ้าไหมราคาแพงระยับซึ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวง

“พี่อารยา…” ฉันพูดด้วยเสียงที่เรียบเฉยที่สุด “ขอบคุณนะที่หย่ากับฉันในวันนั้น เพราะถ้าพี่ไม่ทิ้งฉันไป พี่คงไม่มีวันได้เห็นว่า ‘ชีวิตจน ๆ’ ที่พี่รังเกียจ แท้จริงแล้วมันคือขุมทรัพย์ที่พี่ไม่มีวันเอื้อมถึงอีกต่อไป”

ฉันพยุงพ่อและแม่ขึ้นรถหรู โดยไม่หันกลับไปมองชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสามี ซึ่งตอนนี้กำลังถูกทนายสั่งกั้นไม่ให้เข้าใกล้เขตที่ดิน

อารยาถูกทิ้งไว้กับความว่างเปล่า ท่ามกลางซากบ้านไม้ผุ ๆ ที่เขาเคยเหยียดหยาม โดยหารู้ไม่ว่าใต้ดินที่เขาเคยก้าวข้ามไปมาทุกวัน คือมรดกพันล้านที่บัดนี้กลายเป็นของ “ลูกสะใภ้” ที่เขาเคยตราหน้าว่าเป็นเพียงคนใช้